วันเสาร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2553

microsoft excel

Microsoft Excel 2002

เป็นหนึ่งในชุดโปรแกรมไมโครซอฟท์ออฟฟิต XP โดยเป็นโปรแกรมทางด้านการจัดการ

แผ่นงาน (Worksheet) ที่มีขีดความสามารถสูงไม่ว่าจะเป็นงานในด้านการคำนวณ การจัดการ

ฐานข้อมูล (Database) การสร้างแผนภูมิ (Char) และการวาดรูปในแบบกราฟิค ตลอดจนการ

เชื่อมโยงไปยังอินเทอร์เน็ต

การเรียกใช้ Microsoft Excel

1. คลิกที่ปุ่ม Start บนแถบงานของ Windows

2. ชี้ไปที่ All Programs หรือ Programs

3. เลือก Microsoft Excel

ส่วนประกอบที่สำคัญของโปรแกรม Microsoft Excel

หน้าจอหลัก แบ่งเป็น 3 ส่วนคือ

1. เมนูหลักของคำสั่งต่างๆ ทั้งหมดที่ใช้ในโปรแกรม Excel สามารถใช้ได้จากการคลิกที่ชื่อเมนู

เช่น File หลังจากนั้นจะปรากฏเมนูย่อยมาให้เลือกคำสั่งที่ต้องการ

2 เป็นส่วนที่เป็นคำสั่งต่างๆ ที่มักใช้บ่อยๆ โดยมีลักษณะเป็นปุ่มรูปต่างๆ วิธีการสั่งคำสั่งต่างๆ

เหล่านี้สามารถทำได้โดยการนำ Mouse มาคลิก

3. ที่จัดการกับตัวอักษรหรือข้อความ เราสามารถกำหนดชนิดตัวอักษร หรือขนาดตัวอักษรที่จะ

พิมพ์ ลักษณะของตัวอักษร และตำแหน่งของตัวอักษรได้จากส่วนนี้

4. เป็นส่วนที่ใช้สำหรับการพิมพ์สูตรหรือข้อความที่จะใส่ลงใน Cell

ส่วนที่ 2 คือส่วนที่ใช้สำหรับทำงานเช่นการพิมพ์งาน การสร้างกราฟต่างๆ

รายละเอียดภายใน Worksheet

1. คอลัมน์

Worksheet แต่ละแผ่นจะถูกแบ่งออกเป็นช่องๆ ตามแนวตั้งเรียกว่าคอลัมน์ โดยจะมี

ทั้งหมด 256 คอลัมน์เริ่มตั้งแต่ A-Z, AA-AZ, BA-BZ,… , IA-IV

2. แถว

คือการแบ่ง Worksheet ออกตามแนวนอนเป็นช่องๆ เรียกว่าแถวจำนวนทั้งหมด 65536

แถว โดยเริ่มตั้งแต่แถวที่ 1 ถึง 65536 แถว

3. Cell

คือช่องแต่ละช่องที่เกิดขึ้นจากการแบ่ง Worksheet ออกเป็นแถวและคอลัมน์ การ

อ้างอิง Cell จะอ้างอิงโดยใช้ชื่อคอลัมน์และตามด้วยแถว เช่น C2 จะหมายถึง Cell ที่อยู่

ที่คอลัมน์ C แถวที่ 2 เป็นต้น

4. Cell Pointer

คือส่วนที่ใช้แสดงตำแหน่งของ Cell ที่กำลังทำงานอยู่ในขณะนั้น (ข้อมูลต่างๆ ที่พิมพ์

จะปรากฏใน Cell ที่ Cell Pointer อยู่) Cell Pointer จะมีลักษณะดังรูป

ส่วนที่ 3 คือส่วนที่แสดง Worksheet ที่กำลังทำงานอยู่หรือใช้เลือก Worksheet ที่ต้องการและ

สถานะของการทำงานในขณะนั้น

การพิมพ์ข้อมูลและการสร้างสูตรเบื้องต้น

- 4 -

เราสามารถพิมพ์ข้อมูลที่ต้องการได้โดยทำตามขั้นตอนดังนี้

1. เลื่อน Cell Pointer ไปยัง Cell ที่ต้องการ

2. พิมพ์ข้อความที่ต้องการ

3. กดปุ่ม Enter หรือลูกศรใดๆ

ตัวอย่าง จงพิมพ์ข้อความต่อไปนี้

คุณสมบัติหนึ่งที่สำคัญของ Excel คือการสร้างสูตรเพื่อใช้สำหรับการคำนวณ การสร้าง

สูตรนั้นสามารถทำได้ตามขั้นตอนต่อไปนี้

1. เลื่อน Cell Pointer ไปยัง Cell ที่ต้องการใส่สูตร

2. พิมพ์เครื่องหมาย = แล้วตามด้วยสูตรที่ต้องการ

3. กดปุ่ม Enter

ตัวอย่าง จงพิมพ์ =500 + 400 ลงในตำแหน่ง C5

สังเกตว่าหลังจากกดปุ่ม Enter แล้ว ข้อมูลที่แสดงในตำแหน่ง C5 จะเป็นผลลัพธ์ที่ได้จากการ

คำนวณของสูตร

- 5 -

นอกจากการสร้างสูตรที่ระบุจากตัวเลขโดยตรงแล้ว เรายังสามารถสร้างสูตรที่อ้างอิงจาก

ค่าตัวเลขที่อยู่ใน Cell อื่นๆ ได้อีกด้วย ดังตัวอย่าง

ตัวอย่าง จงพิมพ์ข้อมูลต่อไปนี้

สังเกตผลลัพธ์ที่ช่อง C5 ว่าจะเป็น 950 ซึ่งเกิดจากการนำเอา 550 + 400

ข้อดีของการใช้สูตรภายใน Excel คือ เมื่อค่าที่อยู่ภายใน Cell ที่อ้างอิงภายในสูตรมีการ

เปลี่ยนแปลง ผลลัพธ์ที่อยู่ในช่องที่ใส่สูตรจะเปลี่ยนให้ถูกต้องตามไปด้วย

ตัวอย่าง ให้ทดลองเปลี่ยนข้อมูลในช่อง C3 ให้เป็น 620 จะได้ผลลัพธ์ดังรูป

การบันทึกข้อมูลและการเปิดข้อมูลเก่า

- 6 -

หลังจากที่สร้าง Worksheet หรือถ้าจะพูดให้ถูกคือ Workbook เรียบร้อยแล้วเราสามารถ

บันทึก Workbook นั้นลงในดิสก์เพื่อที่ว่าเราสามารถเรียก Workbook นั้นกลับมาแก้ไขใหม่ได้ใน

ภายหลัง

การบันทึกข้อมูลนั้นสามารถทำได้ตามขั้นตอนต่อไปนี้

1. คลิกที่ปุ่มรูปดิสก์ (หมายเลข 1) ดังรูป

􀁮

2. ถ้าการบันทึกข้อมูลนั้นไม่ใช่การบันทึกครั้งแรก ข้อมูลจะถูกบันทึกลงในดิสก์ในชื่อ

ไฟล์ที่ถูกระบุไว้ก่อนแล้ว แต่ถ้าเป็นการบันทึกข้อมูลครั้งแรกจะปรากฏหน้าต่างเพื่อให้

ใส่รายละเอียดเกี่ยวกับชื่อไฟล์และตำแหน่งของไฟล์ในดิสก์ ดังรูป

ให้ใส่ชื่อของไฟล์ที่ต้องการในช่อง File name และคลิกที่ปุ่ม Save (ในที่นี้สมมุติว่าชื่อ

Test1)

หลังจากที่บันทึกข้อมูลแล้ว เราสามารถออกจากโปรแกรม Excel ได้โดยไม่ต้องกังวลว่า

ข้อมูลจะหายไป เนื่องจากข้อมูลที่บันทึกไว้แล้วจะถูกเก็บไว้ในดิสก์ตลอดเวลา และเมื่อเราต้องการ

เปิดข้อมูลนั้นขึ้นมาใหม่ ก็สามารถทำได้ตามขั้นตอนต่อไปนี้

1. คลิกที่ปุ่มตามหมายเลข 1

􀁮

- 7 -

หลังจากนั้นจะปรากฏหน้าต่างเพื่อให้เราเลือกไฟล์ที่ต้องการเปิด เมื่อเลือกได้แล้วให้คลิกที่

ปุ่ม Open (หมายเลข 1) ดังรูป

􀁮

ข้อมูลที่อยู่ในไฟล์ Test1 ที่เราบันทึกไว้ก็จะปรากฏในหน้าจอของโปรแกรม Excel

การสร้างสูตรที่ซับซ้อนและการ Copy สูตร

ปกติเมื่อเราสร้างสูตรขึ้นเรียบร้อยแล้ว ถ้าเราต้องการใช้สูตรนั้นใน Cell อื่นๆ เราไม่

จำเป็นต้องพิมพ์สูตรนั้นใหม่ แต่เราสามารถนำสูตรที่พิมพ์ขึ้นแล้วนำมา Copy ไปไว้ใน Cell อื่นๆ

ได้ ดังตัวอย่าง

ตัวอย่าง จงพิมพ์ข้อมูลของค่าใช้จ่ายประจำเดือนต่อไปนี้พร้อมทั้งคำนวณหาผลรวมในทุกๆ เดือน

การ Copy สูตรสามารถทำได้ตามขั้นตอนต่อไปนี้

1. เลือก Cell ที่มีสูตรที่ต้องการ Copy แล้วคลิกที่ปุ่มหมายเลข 1 ดังรูป

􀁮

- 8 -

2. กำหนดช่วงที่ต้องการนำสูตรไปใส่ โดยคลิก Mouse ค้างเริ่มตั้งแต่ Cell แรกที่ต้องการและลากไป

จนกระทั่ง Cell สุดท้ายแล้วจึงปล่อย Mouse

หมายเหตุ โดยปกติเมื่อเรา Copy สูตร ตำแหน่งของ Cell ที่เราอ้างอิงในสูตรจะเปลี่ยนตามทิศทาง

ของการ Copy โดยอัตโนมัติดังรูป

ถึงแม้ว่าคุณสมบัตินี้ของ Excel จะทำให้การ Copy สูตรทำได้อย่างสะดวกและมี

ประสิทธิภาพ แต่ในบางครั้งเราอาจไม่ต้องการให้ ตำแหน่งของ Cell ที่อ้างอิงมีการเปลี่ยนแปลงไป

ตามการ Copy ซึ่งในกรณีนั้นเราสามารถทำได้โดยการใส่เครื่องหมาย $ ด้านหน้าของแถวหรือ

คอลัมน์ที่ไม่ต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลง ตัวอย่างเช่น ถ้าไม่ต้องการให้แถวที่ 17 จากสูตรด้านบน

มีการเปลี่ยนแปลงเมื่อ Copy เราจะต้องพิมพ์สูตรเป็น =D$17+F19 หรือถ้าต้องการให้ทั้งแถวและ

คอลัมน์ในทุกๆ ตำแหน่งมีการเปลี่ยนแปลง เราจะต้องพิมพ์สูตรเป็น =$D$17+$F$19

ฟังก์ชัน

การคำนวณใน Excel นั้นนอกจากจะเกิดจากสูตรที่พิมพ์ขึ้นแล้ว ยังอาจเกิดจากฟังก์ชันที่

Excel มีมาให้ก็ได้ โดยปกติรูปแบบของฟังก์ชันใน Excel จะอยู่ในรูปดังนี้

=ชื่อฟังก์ชัน(ตัวเลขหรือ Cell ที่ส่งให้กับฟังก็ชันเพื่อคำนวณ)

โดย Cell ที่ส่งให้กับฟังก์ชันอาจอยู่ในรูปของ Cell ที่ระบุหรือช่วงของ Cell ก็ได้

ตัวอย่าง

=SUM(10,20,30,40) 􀃎 ผลรวมของตัวเลขในวงเล็บ

=AVERAGE(A1,A2,A4) 􀃎 ค่าเฉลี่ยของ Cell A1, A2 และ A4

=MAX(C1:C3) 􀃎 ค่าสูงสุดที่อยู่ใน Cell ตั้งแต่ C1 ถึง C3

ประเภทของฟังก์ชัน

- 9 -

ฟังก์ชันภายใน Excel สามารถแบ่งได้เป็นหลายประเภท แต่ในที่นี้จะกล่าวเพียงบาง

ประเภทเท่านั้น คือ

1. ฟังก์ชันเกี่ยวกับวันที่และเวลา

=NOW() : ทำหน้าที่แสดงวันที่และเวลาปัจจุบัน

2. ฟังก์ชันทางสถิติ

=Min(Number1, Number2,…) : หาค่าที่น้อยที่สุด

=Max(Number1, Number2,…) : หาค่าที่มากที่สุด

=Count(Value1, Value2,…) : นับจำนวนตัวเลขทั้งหมดที่มีอยู่ (ไม่นับข้อมูลที่ไม่ใช่ตัวเลข)

=Average(Number1, Number2) : หาค่าเฉลี่ยของข้อมูล

3. ฟังก์ชันทางคณิตศาสตร์

=Sum(Number1, Number2) : หาผลรวมของข้อมูล

=Round(Number, Num_Digits) : ปัดตัวเลขทศนิยม Number ให้เหลือจำนวนเท่ากับ

Num_Digits

4. ฟังก์ชันทางตรรกศาสตร์

=If(Logical_Test, Value_If_True, Value_If_False) : คือการเปรียบเทียบเงื่อนไข

Logical_Test ซี่งถ้าผลลัพธ์เป็นจริงให้ทำตาม Value_If_True ถ้าผลลัพธ์เป็นเท็จให้ทำตาม

Value_If_false

การจัดรูปแบบการแสดงผลของตัวเลขบน Worksheet

หมายถึงการจัดรูปแบบการแสดงผลต่างๆ ของตัวเลขภายใน Cell ว่าต้องการให้มีลักษณะ

อย่างไร เช่น เราต้องการให้มีทศนิยมกี่ตำแหน่ง หรือให้มีเครื่องหมายจุลภาคที่ตำแหน่งหลักพัน

หรือไม่ เป็นต้น การจัดรูปแบบการแสดงผลสามารถทำได้ตามขั้นตอนต่อไปนี้

1. เลือก Cell ที่ต้องการจัดรูปแบบ

2. คลิก Mouse ด้านขวา จะปรากฏเมนูขึ้นให้เลือกคำสั่ง Format Cells จะปรากฏหน้าต่าง

ดังต่อไปนี้

-1 0 -

3. ให้เลือกรูปแบบที่ต้องการ โดยรูปแบบต่างๆ ที่สำคัญมีดังต่อไปนี้

General จะแสดงผลลัพธ์ดังนี้

1. ตัวเลขชิดซ้าย Cell

2. ตัวเลข 0 ที่ไม่มีนัยสำคัญจะถูกตัดทิ้ง

3. ถ้าตัวเลขมีความยาวมากกว่าความกว้างของ Cell จะถูกแปลงให้อยู่ในรูปของ

Scientific

Number จะใช้สำหรับกำหนดข้อมูลที่เป็นตัวเลขว่าต้องการทศนิยมกี่ตำแหน่ง มี

เครื่องหมายจุลภาคที่ตำแหน่งหลักพันหรือไม่ และรูปแบบของเครื่องหมายลบว่าเป็นแบบใด ดังรูป

-1 1 -

Percentage คือรูปแบบการแสดงผลตัวเลขที่ตามด้วยเครื่องหมาย % ดังรูป

4. หลังจากเลือกรูปแบบการแสดงผลเรียบร้อยแล้วให้คลิกที่ปุ่ม OK

-1 2 -

การสร้างกราฟ

การสร้างกราฟนั้นจะต้องทำหลังจากที่มีข้อมูลที่จะนำมาทำกราฟใน Worksheet เรียบร้อย

แล้ว หลังจากนั้นจะต้องทำตามขั้นตอนต่อไปนี้

1. คลิกที่ปุ่ม จะปรากฏหน้าต่างเพื่อให้เลือกชนิดของกราฟที่ต้องการดังรูป

2. หลังจากเลือกชนิดของกราฟเรียบร้อยแล้ว คลิกที่ปุ่ม Next จะปรากฏหน้าต่างเพื่อให้

กำหนดช่วงของข้อมูลที่จะนำมาสร้างกราฟ ดังรูป

􀁮

-1 3 -

3. พิมพ์ช่วงของ Cell ที่อยู่มุมบนซ้ายจนถึงมุมล่างขวาของข้อมูลที่จะมาทำเป็นกราฟ หรือ

จะใช้วิธีคลิกที่หมายเลข 1 และใช้ Mouse เลือก Cell ทั้งหมดที่จะนำมาสร้างเป็นกราฟก็ได้

4. หลังจากเลือก Cell เรียบร้อยแล้ว ในกรณีที่เราต้องการเลือกเฉพาะข้อมูลบางกลุ่มมา

สร้างกราฟนั้นสามารถทำได้โดยคลิกที่หมายเลข 2 (จากรูปด้านบน) จะปรากฏหน้าต่างดังนี้

􀁮

􀁯

5. ให้เลือกรายการที่ไม่ต้องการที่ตำแหน่งหมายเลข 1 และคลิกที่ปุ่ม Remove (หมายเลข 2)

เพื่อเลือกรายการที่ไม่ต้องการออกไป

6. เมื่อเลือกเรียบร้อยแล้ว ให้คลิกปุ่ม Next จะปรากฏหน้าต่างเพื่อให้ตกแต่งรายละเอียด

ของรูปกราฟ ดังต่อไปนี้

-1 4 -

การตกแต่งกราฟจะมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

1. Title เป็นส่วนที่ใช้อธิบายรูปกราฟ โดยจะแบ่งเป็น 3 ส่วนคือ

ชื่อกราฟ (Chart Title)

ชื่อข้อมูลในแกน X (Category (X) axis)

ชื่อข้อมูลในแกน Y (Value (Y) axis)

2. Axes เป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับแกน X และ Y โดยสามารถเลือกที่จะซ่อนหรือแสดงทั้ง

แกน X และ Y ได้

3. Gridlines เป็นส่วนที่ใช้สำหรับวาดตารางภายในกราฟ ว่าจะให้มีเส้นตารางแบบใดบ้าง

4. Legend เป็นส่วนที่ใช้สำหรับซ่อนหรือแสดง Legend ซึ่งถ้าเลือกแสดง จะสามารถระบุ

ตำแหน่งของ Legend ได้ว่าจะให้อยู่ที่ตำแหน่งใดของกราฟ เช่น ด้านบน ด้านล่าง

ด้านซ้าย เป็นต้น

5. Data Label เป็นส่วนที่ใช้กำหนดว่าจะให้แสดงชนิดของข้อมูลหรือค่าของข้อมูลที่

กราฟหรือไม่

6. Data Table เป็นส่วนที่ใช้กำหนดว่าจะให้แสดงตารางข้อมูลที่นำมาสร้างเป็นกราฟ

7. ขั้นตอนสุดท้ายของการสร้างกราฟนี้จะเป็นขั้นตอนในการกำหนดว่าจะให้กราฟนั้นอยู่

ใน Sheet แผ่นเดียวกับข้อมูลหรือสร้างอยู่ใน Sheet แผ่นใหม่ หลังจากเลือกแล้วให้คลิกที่

ปุ่ม Finish ก็จะได้รูปกราฟที่ต้องการ

การกำหนดรายละเอียดการพิมพ์และการพิมพ์เอกสาร

การกำหนดรายละเอียดของ Worksheet ก่อนที่จะพิมพ์เอกสารไปที่เครื่องพิมพ์นั้นสามารถ

ทำได้โดยคลิกที่คำสั่ง Page Setup ภายในเมนู File โดยจะปรากฏหน้าต่างดังรูป

-1 5 -

ในหน้าต่างดังกล่าวมีรายละเอียดที่สามารถกำหนดได้ดังต่อไปนี้

1. Page (จากรูปด้านบน) เป็นการจัดลักษณะการพิมพ์ ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ

1.1 Orientation เป็นการจัดลักษณะทางการพิมพ์ ซึ่งมี 2 แบบ คือ

1 Portrait คือการพิมพ์ตามแนวตั้งหรือตามปกติ

2 Landscape คือการพิมพ์ตามแนวนอนของกระดาษ

1.2 Scaling เป็นการกำหนดขนาดของ Sheet ที่จะพิมพ์ลงในกระดาษ ซึ่งเราสามารถเลือก

ให้พิมพ์ทุก Cell ให้หมดใน 1 หน้ากระดาษได้ โดยการเลือกหัวข้อ Fit to

1.3 Paper size เป็นการเลือกขนาดกระดาษที่ต้องการพิมพ์ว่าเป็นแบบใด เช่น A4 เป็นต้น

2. Margin เป็นการกำหนดขอบเขตการพิมพ์ จะมีลักษณะดังรูป

ในส่วนนี้จะใช้สำหรับการกำหนดขอบกระดาษว่าในแต่ละด้านจะให้เว้นช่องว่างขนาดเท่าไร พร้อม

ทั้งกำหนดตำแหน่งของ Header และ Footer ที่จะพิมพ์ว่าให้อยู่ที่ตำแหน่งใด

-1 6 -

3. Header/Footer เป็นส่วนที่ใช้กำหนด Header และ Footer ว่าจะให้พิมพ์หรือไม่ ถ้าพิมพ์จะให้

พิมพ์ข้อความใดและมีลักษณะเป็นอย่างไร ดังรูป

4. Sheet เป็นการกำหนดรายละเอียดของการสั่งพิมพ์ Worksheet ว่าจะให้มีลักษณะอย่างไรดังรูป

การกำหนดรายละเอียดนี้จะแบ่งออกเป็นส่วนต่างๆ ดังนี้

1. Print area คือการกำหนดพื้นที่การพิมพ์เฉพาะบาง Cell ใน Worksheet เท่านั้น

2. Print titles คือการกำหนดช่วงของแถวหรือคอลัมน์ที่จะให้พิมพ์ออกมาในทุกๆ หน้า

เพื่อความง่ายในการทำความเข้าใจเอกสาร

3. Print เป็นส่วนที่ใช้กำหนดรายละเอียดการพิมพ์ มีส่วนที่สำคัญดังนี้

3.1 Gridlines เป็นการกำหนดว่าจะให้พิมพ์เส้นแบ่ง Cell ของ Worksheet หรือไม่

3.2 Black and white เป็นการกำหนดให้พิมพ์แบบขาวดำเท่านั้น

-1 7 -

3.3 Draft quality เป็นการกำหนดคุณภาพการพิมพ์ว่าให้เป็นการพิมพ์แบบร่าง

เท่านั้น

3.4 Row and column headings เป็นการกำหนดให้พิมพ์หัวแถวและคอลัมน์

4. Page Order คือส่วนที่ใช้ระบุลำดับของการพิมพ์ ว่าให้พิมพ์จากบนลงล่างจนถึงหน้า

สุดท้ายก่อนแล้วจึงเลื่อนไปพิมพ์ Cell ที่อยู่ในหน้าทางขวามือ หรือพิมพ์จากซ้ายไป

ขวาก่อน

หลังจากกำหนดรายละเอียดการพิมพ์เรียบร้อยแล้ว เมื่อต้องการพิมพ์ Worksheet สามารถ

ทำได้โดยคลิกที่คำสั่ง Print ภายในเมนู File โดยจะปรากฏหน้าต่างดังต่อไปนี้

ในหน้าต่างนี้จะมีส่วนที่ต้องระบุอยู่ 4 ส่วนคือ

1. Printer ในช่อง Name จะเป็นการเลือกรุ่นและยี่ห้อของเครื่องพิมพ์ (ในกรณีที่

คอมพิวเตอร์ต่อกับเครื่องพิมพ์มากกว่า 1 ตัว)

2. Print range คือส่วนที่ใช้ระบุขอบเขตของการพิมพ์ โดยจะมี 2 ตัวเลือกคือ

2.1 All หมายถึงให้พิมพ์ทุกหน้า

2.2 ให้พิมพ์เฉพาะหน้าที่ระบุ ว่าตั้งแต่หน้าที่เท่าใดจนถึงหน้าที่เท่าไร

-1 8 -

3. Print what คือส่วนที่ใช้ระบุว่าจะพิมพ์งานจากส่วนใด ซึ่งจะมี 3 ตัวเลือกคือ

3.1 Selection เป็นการพิมพ์ข้อมูลจาก Cell ที่ได้ป้ายแถบสีไว้เท่านั้น

3.2 Active Sheet เป็นการพิมพ์ข้อมูลจาก Worksheet ที่กำลังทำงานอยู่ในปัจจุบัน

3.3 Entire workbook เป็นการพิมพ์ข้อมูลในทุกๆ Worksheet ที่มีอยู่ใน

Workbook เดียวกัน

4. Copies เป็นการระบุจำนวนชุดที่จะพิมพ์ว่าจะให้พิมพ์ซ้ำๆ กันกี่ชุด

-1 9 -

แบบฝึกหัดท้ายบท

1. พิมพ์ข้อความต่อไปนี้ และบันทึกลงใน A:\excel\exercises1.xls

ยอดขายหนังสือชุด Microsoft Office

Word Excel PowerPoint

ม.ค. 1700 1500 2000

ก.พ. 1900 2000 1500

มี.ค. 2400 1900 2300

เม.ย. 2200 2340 2000

2. เปิดไฟล์ A:\excel\exercises1.xls จงรวมยอดขายหนังสือในเดือนมกราคม และยอดขายหนังสือ

Word และบันทึกลงใน A:\excel\ exercises2.xls

3. เปิดไฟล์ A:\excel\exercises2.xls จงรวมยอดขายหนังสือในแต่ละเดือน และยอดขายหนังสือแต่

ละประเภท และบันทึกลงใน A:\excel\example3.xls

4. เปิดไฟล์ A:\excel\exercises.xls จงนำยอดขายหนังสือแต่ละประเภทในแต่ละเดือนไปสร้างกราฟ

และบันทึกลงใน A:\excel\example4.xls

พระประจำ วันศุกร์

"ปางรำพึง"
พระพุทธรูปอยู่ในพระอริยาบถยืน พระหัตถ์ทั้งสองประสานกันยกขึ้นประทับที่พระอุระ (อก) พระหัตถืขวาทับพระหัตถ์ซ้าย
ประวัติย่อ...
ภายหลังจากที่ตรัสรู้ได้ไม่นาน พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งประทับอยู่ภายใต้ต้นไทร (อชปาลนโครธ) ก็ได้ทรงรำพึงถึงธรรมที่ได้ตรัสรู้นั้นว่าเป็นธรรมที่ละเอียดลึกซึ่งยากแก่การเข้าใจ จึงทรงรู้สึกอ่อนพระทัยในการที่จะนำออกแสดงโปรดสัตว์ แต่เพราะพระมหากรุณาคุณของพระองค์ ซึ่งได้พิจารณาเห็นว่าสรรพสัตว์มีภูมิต่างกัน จึงทรงพระดำริที่จะแสดงธรรม ตามภูมิชั้นแห่งปัญญาสรรพสัตว์นั้นๆ

บทสวดมนต์บูชาพระประจำวันศุกร์...
อัปปะสันเนติ นาถัสสะ สาสะเน สาธุสัมมะเต
อะมะนุสเสหิ สะทา กิพพิสะการิภิ
ปะริสานัญจะตัสสันนะ มะหิงสายะจะคุตติยา
ยันเทเสสิ มะหาวีโร ปะริตตันตัมภะณามะ เห


สวดวันละ ๒๑ จบ จะมีความสุขสวัสดีตลอดกาลนาน
ผู้ที่เกิดวันศุกร์ พึงใช้เครื่องประดับและบ้านเรือนเป็นสีฟ้าหรือสีน้ำเงินแก่ ส่วนสีรองลงมาคือ สขาวนวล สีม่วง สีเหลือง พึงเว้นสีเทา สีเมฆหมอก สีดอกรัก
วันศุกร์ พระประจำวันเกิดคือ ปางรำพึง
ลักษณะพระพุทธรูป
พระพุทธรูปปางนี้ อยู่ในพระอิริยาบถยืน พระหัตถ์ทั้งสองประสานยกขึ้นประทับที่พระอุระ พระหัตถ์ขวาทับพระหัตถ์ซ้าย พระบาททั้งสองประทับยืนชิดติดกัน

ประวัติและความสำคัญ
เมื่อตปุสสะและภัลลิกะ ๒ พาณิชกราบทูลลาไปแล้ว พระพุทธองค์เสด็จกลับจากร่มไม้ราชายตนะ ไปประทับเสวยวิมุตติสุข ณ ร่มไม้อชลปาลนิโครธอีกครั้งหนึ่ง และทรงรำพึงถึงธรรม ที่พระองค์ได้ตรัสรู้แล้วนั้นว่า เป็นธรรมประณีตละเอียดสุขุมคัมภีรภาพ ยากที่บุคคลจะรู้ได้ ทำให้ท้อแท้พระทัยถึงกับทรงดำริจะไม่แสดงธรรมแก่มหาชน ครั้งนั้น ท้าวสหัมบดีพรหม ทราบวาระจิตของพระพุทธองค์ จึงร้องประกาศชวนเทพยดาทั้งหลาย พากันไปเฝ้าพระพุทธองค์ยังที่ประทับ ฯ ควงไม้อชปาลนิโครธ ถวายอภิวาทแล้วกราบ ทูลอาราธนาพระพุทธองค์ ขอให้ทรงแสดงธรรมโปรดประชาชน เพื่อบุคคลผู้มีธุลีในนัยน์ตาน้อย ทั้งมีอุปนิสสัยอันจะเป็นพุทธสาวก จะได้ตรัสรู้ธรรมบ้าง พระพุทธองค์ทรงรำพึงถึงธรรมเนียม ของพระพุทธเจ้าทั้งหลายแต่ปางก่อนว่า ได้ตรัสรู้แล้วย่อมทรงแสดงธรรมโปรดประชาชนทั้งหลาย ประดิษฐานพระพุทธศาสนาให้แผ่ไพศาล เพื่อประโยชน์สุขแก่ปัจฉิมชนผู้เกิดมาภายหลัง แล้วจึงเสด็จปรินิพพาน จึงได้น้อมพระทัยไปในอันแสดงธรรมโปรดเวไนยสัตว์ในโลก แล้วพระพุทธองค์ ทรงพิจารณาอีกว่า จะมีผู้รู้ถึงธรรมนั้นบ้างหรือไม่ ก็ทรงทราบถึงอุปนิสัยของบุคคลทั้งหลาย ในโลกนี้ย่อมมีต่าง ๆ กัน คือ ทั้งประณีต ปานกลางและหยาบ ที่มีนิสัยดีมีกิเลสน้อยเบาบาง มีบารมีที่ดีสั่งสมอบรมมาแล้ว ซึ่งพอจะตรัสรู้ธรรมตามพระองค์ได้ก็มีอยู่ ผู้มีอินทรีย์ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิปัญญากล้าก็มี ผู้มีอินทรีย์อ่อนก็มี เป็นผู้จะพึงสอนให้รู้ได้โดยง่ายก็มี เป็นผู้จะพึงสอนให้รู้ได้โดยยากก็มี เป็นผู้สามารถจะรู้ได้ก็มี เป็นผู้ไม่สามารถจะรู้ได้ก็มี บุคคลจึงเปรียบเหมือนดอกบัวที่เกิดในน้ำเจริญในน้ำ น้ำเลี้ยงอุปถัมภ์ไว้ บางเหล่ายังจมอยู่ในน้ำ บางเหล่าอยู่เสมอน้ำ บางเหล่าขึ้นพ้นน้ำแล้วในดอกบัว ๓ เหล่านั้น ดอกบัวที่ขึ้นพ้นน้ำแล้วนั้นคอยสัมผัสรัศมีพระอาทิตย์อยู่จักบาน ณ เช้าวันนี้ ดอกบัวที่ตั้งอยู่เสมอน้ำ จักบาน ณ วันพรุ่งนี้ ดอกบัวที่ยังไม่ขึ้นจากน้ำ ยังอยู่ภายในน้ำ จักบานในวันต่อ ๆ ไป ดอกบัวที่จะบานมีต่างชนิดฉันใด เวนัยสัตว์ที่จะตรัสรู้ธรรมก็มีต่างกัน ฉันนั้นเหมือนกัน คือ ผู้มีกิเลสน้อยเบาบาง มีอินทรีย์แก่กล้า เป็นผู้ที่พึงสอนให้รู้ได้โดยง่าย และอาจจะรู้ธรรมพิเศษนั้นได้โดยฉับพลัน ผู้มีคุณสมบัติเช่นนั้นเป็นประมาณปานกลาง เมื่อได้รับอบรมในปฏิปทาอันเป็นบุพพาค จนมีอุปนิสสัยแก่กล้าดังกล่าว แต่ยังอ่อน ก็ยังควรได้รับการแนะนำในธรรมเบื้องต่ำต่อไปก่อนเพื่อบำรุงอุปนิสัย เมื่อเป็นเช่นนี้ พระธรรมเทศนาของพระองค์คงไม่ไร้ผล จักยังประโยชน์ให้สำเร็จแก่คน ทุกหมู่เหล่า เว้นแต่จำพวกปทปรมะ ซึ่งมิใช่เวไนย คือ ไม่รับการแนะนำ ซึ่งเปรียบด้วยดอกบัวอ่อน อันจะเป็นภักษาหารของปลาและเต่าต่อไป ครั้นพระพุทธองค์ทรงพิจารณาด้วยพระปรีชาญาณ หยั่งทราบเวไนยสัตว์ผู้จะรับประโยชน์จากพระธรรมเทศนาแล้ว ก็ทรงอธิษฐานพระหฤทัยในอันจะแสดงธรรมสั่งสอนไวไนยสัตว์ และตั้งพุทธปณิธานจะใคร่ดำรงพระชนม์อยู่จนกว่าจะได้ประกาศพระพุทธศาสนา ให้แพร่หลายประดิษฐานให้มั่นคงสำเร็จประโยชน์แก่ชนนิกรทุกหมู่เหล่าต่อไป พระพุทธจริยาที่ทรงรำพึงถึงธรรมที่จะแสดงโปรดชนนิกรผู้เป็นเวไนยบุคคลนั้นแล เป็นเหตุให้สร้างพระพุทธรูปที่เรียกว่า ปางรำพึง

คาถาสวดบูชา
อัปปะสันเนหิ นาถัสสะ สาสะเน สาธุ สัมมะเต อะมะนุสเนหิ จัณเฑหิ สะทา กิพพิ
สะการิภิ ปะริสานัญจะ ตัสสันนัง มะหิงสายะ จะ คุตติยา ยันเทเสหิ มะหาวีโร ปะริตตันตัมภะณามะ เห

วัน ปิยมหาราช

เมื่อวันที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๔๕๓ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงประชวรเสด็จสวรรคต ณ พระที่นั่งอัมพรสถานพระราชวังดุสิต ครั้นนั้นเป็นที่เศร้าสลดอย่างใหญ่หลวงของพระบรมวงศานุวงศ์และปวงชนทั่วประเทศ เพราะพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นกษัตริย์ที่เคารพรักของทวยราษฎร์ ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอเนกประการทั้งในการปกครองบ้านเมืองและพระราชทานความร่มเย็นเป็นสุขแก่ชนทุกหมู่เหล่า ทวยราษฎร์ทั้งปวงจึงได้ถวายพระนามว่า พระปิยมหาราช หรือพระพุทธเจ้าหลวง เมื่อถวายพระเพลิงพระบรมศพตามราชประเพณีแล้ว ครั้งเมื่อบรรจบอภิลักขิตสมัยคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ผู้สืบราชสันตติวงศ์ ได้ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทานถวายตามราชประเพณี โดยเชิญพระโกศพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวออกประดิษฐานบนพระแท่นนพปฎลมหา-เศวตฉัตร และเชิญพระพุทธรูปปางประจำพระชนมวารประดิษฐาน ณ โต๊ะหมู่ในพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท หรือพระที่นั่งอนันตสมาคมส่วนที่พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ พระลานพระราชวังดุสิต หน้าที่นั่งอนันตสมาคม ที่เรียกว่าพระบรมรูปทรงม้า ซึ่งเป็นพระบรมราชานุสาวรีย์ที่พระบรมวงศานุวงศ์ข้าราชการ พ่อค้า คหบดี ปวงชนชาวไทยทุกหมู่เหล่าผู้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณได้ร่วมใจกันรวบรวมเงินจัดสร้างประดิษฐานขึ้นน้อมเกล้าฯถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขณะที่ทรงพระชนม์อยู่เนื่องในมหามงคลสมัยที่ทรงครองราชย์ยั่งยืนนานถึง ๔๐ ปี และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์ด้วยพระองค์เอง เมื่อวันที่ ๑๐ พฤศจิกายนพ.ศ. ๒๔๕๑ นั้น ต่อมาทางราชการได้ประกาศให้วันที่ ๒๓ ตุลาคมซึ่งเป็นวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นวันที่ระลึกสำคัญของชาติเรียกว่า วันปิยมหาราช และกำหนดให้หยุดราชการวันหนึ่งในวันปิยมหาราช เจ้าหน้าที่กระทรวงมหาดไทยซึ่งต่อมาเป็น กรุงเทพมหานคร ร่วมด้วยกระทรวงวัง ซึ่งต่อมาเป็นสำนักพระราชวัง ได้จัดตกแต่งพระบรมราชานุสาวรีย์ ตั้งราชวัติ ฉัตร ๕ ชั้น ประดับโคม ไฟ ราวเทียม กระถางธูป ทอดเครื่องราชสักการะที่หน้าพระบรมราชานุสาวรีย์ตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลวันปิยมหาราชครั้งแรก คือ ถัดจากปีที่ได้ถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจุลจอม เกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทานถวายแล้ว ได้เสด็จฯไปถวายพวงมาลา ทรงจุดธูปเทียนเครื่องราชสักการะที่พระบรมราชานุสาวรีย์

พระราชประวัติ

พระบาทสมเด็จพระปริมทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระนามเดิมว่า "สมเด็จเจ้าฬ้าชายจุฬาลงกรณ์ บดินทรเทพมหากุฎ บุรุษยรัตนราชรวิวงศ์ วรุตมพงศ์บริพัตรสิริวัฒนราชกุมาร" เป็นพระราชโอรสองค์ที่ ๙ ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเทพศิรินทรา บรมราชินี พระบรมราชสมภพเมื่อวันอังคารที่ ๒๐ กันยายน พุทธศักราช ๒๓๙๖ ทรงได้รับการศึกษาขั้นแรกจากสำนักพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าบุตรี กรมหลวงวรเสรฐสุดา พระเจ้าลูกเธอในรัชกาลที่ ๓ ผู้ทรงรอบรู้ด้านอักษรศาสตร์ และโบราณราชประเพณีอย่างดียิ่ง นอกจากนั้นทรงศึกษาภาษามคธกับพระปริยัติธรรมธาดา(เนียม) เมื่อเป็นหลวงราชาภิรมย์ กรมราชบัณฑิต ทรงศึกษาวิชาการยิ่งปืนไฟจากสำนัก พระยาอภัยศรเพลิง(ศรี) ทรงศึกษาวิชาคชกรรมกับสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำราบปรปักษ์ และวิชาอื่นๆ อันสมควรแก่บรมราชกุมาร นอกจากนี้ ได้ทรงศึกษาภาษาอังกฤษ จากชาวต่างประเทศโดยตรง คือ นางแอนนาเลียวโนแวนส์ ครูสตรีชาวอังกฤษ ต่อมาทรงศึกษากับหมอจันดเล ชาวอเมริกัน และ เมื่อเสวยราชสมบัติแล้ว พุทธศักราช ๒๔๑๖ ได้ทรงศึกษา ได้ทรงศึกษากับครูชาวอังกฤษ ชื่อฟรานซิส ยอร์จ แพตเตอสัน ต่อมาก็ทรงพระอุตสาหะศึกษาด้วยพระองค์เองจนมี ความรู้ภาษาอังกฤษอย่างแตกฉาน ในด้านวิชารัฐศาสตร์ ราชประเพณีและโบราณคดีนั้น สมเด็จพระบรมชนกนาถเป็นผู้พระราชทานการฝึกสอนด้วยพระองค์เองตลอดมา หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๑๑ เหล่าเสนาบดีและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ พร้อมใจกันอัญเชิญสมเด็จ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ฯ ขึ้นเถลิงราชสมบัติ เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๕ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์

การออกกำลังกาย





การออกกำลังกายไม่ได้หมายถึงการต้องไปแข่งขันกีฬากับผู้อื่น แต่การออกกำลังกายเป็นการแข่งขันกับตัวเอง หลายคนก่อนจะออกกำลังกายมักจะอ้างเหตุผลของการไม่ออกกำลังกาย เช่น ไม่มีเวลา ไม่มีสถานที่ ปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพ ปัญหาเกี่ยวกับอากาศ ทั้งหมดเป็นข้ออ้างที่จะไม่ออกกำลังกาย แต่ลืมไปว่าการออกกำลังกายอาจจะให้ผลดีมากกว่าสิ่งที่เขาเสียไป




กลุ่มโรคความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจขาดเลือด
โรคอ้วน
โรคเบาหวานและไขมันในเลือดสูง
โรคเครียด
โรคภูมิแพ้
โรคปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
โรคมะเร็ง
หลายท่านไม่เคยออกกำลังมาก่อนเมื่อเริ่มออกกำลังอาจจะทำให้เหนื่อยง่าย วิธีที่ดีที่สุดของการเริ่มต้นออกกำลังกาย คือให้เริ่มออกกำลังกายจากกิจวัตรประจำวัน เช่น
ใช้การเดินหรือขี่จักรยานเมื่อไปที่ไม่ไกล
หยุดใช้รถหนึ่งวันแล้วใช้การเดินไปทำงานสำหรับผู้ที่บ้านและที่ทำงานไม่ไกล
ใช้บันไดแทนการขึ้นลิฟต์หรือบันไดเลื่อน
ขี่จักรยานรอบหมู่บ้าน
ทำงานบ้าน เช่นทำสวน ล้างรถ ถูบ้าน
ขึ้นบันไดหลายขั้น
ขุดดินทำสวนนานขึ้น
-ผู้ที่ไม่ออกกำลังกายจะมีโอกาศเป็นความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้น 35%
-การออกกำลังจะช่วยเพิ่มอายุ 1-1.5ปี
-อัตราการเกิดโรคหลอดเลือดสมองลดลงเมื่ออกกำลังกายเพิ่มขึ้น
-ลดระดับความดันโลหิต ลดการเต้นของหัวใจ ทำให้หัวใจทำงานน้อยลง
-การออกกำลังกายจะลดการเกิดโรคมะเร็งได้ร้อยละ 46
-สำหรับผู้สูงอายุทุก 1 ไมล์ที่เดินจะลดอุบัติการเสียชีวิตลงร้อยละ 19
-การออกกกำลังอย่างสม่ำเสมอ(อายุ 45-84)จะลดการเสียชีวิตร้อยละ 18

วันออกพรรษา

ความสำคัญ วันออกพรรษา ได้แก่ วันที่สิ้นสุดระยะการจำพรรษา คือ วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ ในวันนี้พระสงฆ์จะประกอบพิธีทำสังฆกรรม ซึ่งเรียกว่า วันมหาปวารณา คือ การเปิดโอกาสให้ภิกษุด้วยกันว่ากล่าวตักเตือนกันได้ ทั้งนี้เพราะในระหว่างพรรษานั้น พระสงฆ์บางองค์อาจมีข้อบกพร่องที่จำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุง การเปิดโอกาสให้ผู้อื่นว่ากล่าวตักเตือนได้ เป็นวิธีที่จะรู้ถึงข้อบกพร่องของตน ทั้งนี้กระทำโดยเปิดเผย ไม่ถือเป็นเรื่องที่จะมาโกรธเคืองกันภายหลัง หรือเปิดโอกาสให้ซักถามข้อสงสัยซึ่งกันและกัน การกระทำมหาปวารณา เป็นการสังฆกรรมอย่างหนึ่งแทนการสวดพระปาฏิโมกข์ (พระวินัย) ที่ได้กระทำกันทุกๆ ๑๕ วันในช่วงเข้าพรรษา
การปฏิบัติตน
แม้การปวารณาจะเป็นเรื่องระหว่างพระสงฆ์ด้วยกัน แต่การออกพรรษาก็เป็นวาระสำคัญ
อีกวาระหนึ่งที่ชาวบ้านจะได้มีโอกาสทำบุญร่วมกัน โดยในวันรุ่งขึ้น คือ วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ มีประเพณีทำบุญ
ตักบาตร ที่เรียกกันว่า ทำบุญตักบาตรเทโว หรือเรียกเต็มๆ ว่า ตักบาตรเมโวโรหนะ
สืบเนื่องจากความเชื่อตามตำนานที่ว่าวันนี้เป็นวันคล้าย วันที่พระพุทธเจ้าได้เสด็จลงจากเทวโลกหลังจากที่ได้เสด็จกลับจากการไปโปรดพระพุทธมารดา ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์บางวัดอาจจัดพิธีทำบุญตักบาตรธรรมดา แต่บางวัดก็จัดเป็น
งานใหญ่โต เสร็จจากการทำบุญตักบาตร พุทธศาสนิกชนจะไปฟังธรรม และรักษาอุโบสถศีล
กิจกรรมต่างๆ ที่ควรปฏิบัติในวันออกพรรษา
๑. ทำบุญตักบาตร อุทิศส่วนกุศลให้แก่ญาติผู้ที่ล่วงลับ
๒. ไปวัดเพื่อปฏิบัติธรรม ฟังพระธรรมเทศนา
๓. ร่วมกุศลกรรม "ตักบาตรเทโว"
๔. ปัดกวาดบ้านเรือนให้สะอาด ประดับธงชาติตามอาคารบ้านเรือนและสถานที่ราชการ และประดับธงชาติและธงธรรมจักตามวัดและสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนา
ประเพณีที่เกี่ยวข้องกับวันออกพรรษา
ประเพณีที่เกี่ยวข้องกับวันออกพรรษาที่นิยมปฏิบัติ คือ
๑. ประเพณีตักบาตรเทโว (วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ หลังจากออกพรรษาแล้ว ๑ วัน)
๒. พิธีทอดกฐิน (ตั้งแต่วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ ถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ กำหนด ๑ เดือนนับตั้งแต่วันออกพรรษา)
๓. พิธีทอดผ้าป่า (ไม่จำกัดกาล)
๔. ประเพณีเทศน์มหาชาติ (นิยมทำกันในวันขึ้น ๘ ค่ำ หรือ วันแรม ๘ ค่ำ กลางเดือน ๑๒ ในบางท้องถิ่นอาจนิยมทำกันในเดือน ๕ ต่อเดือน ๖ หรือในเดือน ๑๐)
ต ร ง กั บ วั น ขึ้ น ๑ ๕ ค่ำ เ ดื อ น ๑ ๑
วันออกพรรษา คือวันสิ้นสุดระยะการจำพรรษา หรือออกจากการอยู่ประจำที่ในฤดูฝนซึ่งตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ วันออกพรรษานี้ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "วันมหาปวารณา" คำว่า"ปวารณา"แปลว่า "อนุญาต" หรือ "ยอมให้" คือ เป็นวันที่เปิดโอกาสให้พระภิกษุสงฆ์ด้วยกัน ว่ากล่าวตักเตือนกันได้ ในข้อที่ผิดพลั้งล่วงเกินระหว่างที่จำพรรษาอยู่ด้วยกัน ในวันออกพรรษานี้กิจที่ชาวบ้านมักจะกระทำก็คือ การบำเพ็ญกุศล เช่น ทำบุญตักบาตร จัดดอกไม้ ธูป เทียน ไปบูชาพระที่วัด และฟังพระธรรมเทศนา ของที่ชาวพุทธนิยมนำไปใส่บาตรในวันนี้ก็คือ ข้าวต้ม มัดไต้ และข้าวต้มลูกโยน และการร่วมกุศลกรรมการ "ตักบาตรเทโว" คำว่า "เทโว" ย่อมาจาก"เทโวโรหน" แปลว่าการเสด็จจากเทวโลกการตักบาตรเทโว จึงเป็นการระลึกถึงวันที่ พระพุทธองค์เสด็จกลับจากการโปรด พระพุทธมารดาในเทวโลก ประเพณีการทำบุญกุศล เนื่องในวันออกพรรษานี้ ทุกวัดในประเทศไทย ก็มีพิธีเหมือนกันหมด จะผิดกันก็เพียงแต่สถานที่ ที่สมมติว่าเป็นสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เท่านั้น กิจกรรมต่างๆ ที่ควรปฏิบัติในวันออกพรรษา ๑. ทำบุญตักบาตรอุทิศส่วนกุศลให้แก่ญาติผู้ล่วงลับ ๒. ไปวัดเพื่อปฏิบัติธรรม ฟังพระธรรมเทศนา ๓. ร่วมกุศลธรรม "ตักบาตรเทโว" ๔. ปัดกวาดบ้านเรือนให้สะอาด ประดับธงชาติตามอาคารบ้านเรือนและสถานที่ราชการและ ประดับธงชาติและธงธรรมจักรตามวัดและสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนา ๕. ตามสถานที่ราชการ สถานที่ศึกษาและที่วัด ควรจัดให้มีนิทรรศการ การบรรยาย หรือ บรรยายธรรม เกี่ยวกับวันออกพรรษาฯลฯ เพื่อให้ความรู้แก่ประชาชนและผู้สนใจทั่วไป

ประเพณีตักบาตรเทโว วัดสะแกกรัง อุทัยธานี ที่ขบวนพระภิกษุเดินลงมาที่วัดสะแกกรัง หรือวัดสังกัสรัตนคีรี ในจังหวัดอุทัยธานี ซึ่งตั้งอยู่บนเชิงเขาสูง พิธีตักบาตรเทโวที่วัดนี้บรรดาพระภิกษุจะพากันเดินขบวนลงมาจากบนเขา มาตามบันไดดูเหลืองอร่ามงามจับตา โดยมีบรรดาพุทธศาสนิกชนจะพากันใส่บาตรตามเชิงบันไดเรื่อยมาจนถึงพื้นล่าง

หลังเทศกาลเข้าพรรษาผ่านพ้นไปได้ 3 เดือน ก็จะเป็น วันออกพรรษา ซึ่งถือเป็นการสิ้นสุดระยะการจำพรรษา หรือออกจากการอยู่ประจำที่วัดในช่วงฤดูฝนตลอด 3 เดือนของพระภิกษุสงฆ์ โดย วันออกพรรษา ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ของทุกปี ซึ่งเรียกอีกอย่างว่า "วันมหาปวารนา" คำว่า "ปวารนา" นั้นแปลว่า อนุญาตหรือยอมให้ วันออกพรรษา พระสงฆ์จะประกอบพิธีทำสังฆกรรมใหญ่ที่เรียกว่า มหาปวารณา ใน วันออกพรรษา ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ภิกษุว่ากล่าวตักเตือนซึ่งกันและกันได้ เนื่องจากในระหว่างที่เข้าพรรษาอยู่ด้วยกัน พระสงฆ์บางรูปอาจมีข้อบกพร่องที่ต้องแก้ไข และการให้ผู้อื่นว่ากล่าวตักเตือนก็จะทำให้รู้ข้อบกพร่องของตน อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้ถามข้อสงสัยซึ่งกันและกันได้ด้วย พระผู้ใหญ่ก็กล่าวตักเตือนพระผู้น้อยได้ และพระผู้มีอาวุโสน้อยก็สามารถชี้แนะถึงข้อไม่ดีของพระผู้ใหญ่ได้เช่นกัน แม้พระผู้ใหญ่จะมีอาวุโสมากกว่า แต่ท่านก็มิได้สำคัญตนผิดคิดว่าท่านทำอะไรแล้วถูกไปหมดทุกอย่าง เพื่อเป็นเครื่องมือชี้ให้เห็นวิธีการคอยสังวร คือ ตามระวัง ไม่ประมาท ไม่ยอมให้ความเลวร้ายเกิดขึ้นได้ เหมือนล้อมรั้วไว้ก่อนที่วัวจะหาย ไม่ว่าจะอยู่ในเทศกาลเข้าพรรษาหรื ออกพรรษา พระท่านจะประพฤติดี ปฏิบัติชอบ ตามระบอบของพระธรรมวินัยอยู่ตลอดเวลา สำหรับ คำกล่าว ปวารณา มีคำกล่าวเป็นภาษาบาลีเป็นดังนี้ "สังฆัมภันเต ปะวาเรมิ ทิฎเฐนะ วา สุเตนะ วาปะริสังกายะ วา วะทันตุ มัง อายัส์มันโต อะนุกัทปัง อุปาทายะ ปัสสันโต ปฎิกะริสสามิ" มีความหมายว่า ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ กระผมขอปวารณาต่อสงฆ์ ด้วยได้เห็นหรือได้ฟังก็ตาม ขอท่านทั้งหลายโปรดอนุเคราะห์ ว่ากล่าวตักเตือนกระผมด้วย เมื่อกระผมมองเห็นแล้ว จักประพฤติตัวเสียเลยใหม่ให้ดี ทั้งนี้เมื่อทำพิธี วันออกพรรษา แล้ว พระภิกษุสงฆ์สามารถจาริกไปในสถานที่ต่าง ๆ หรือค้างคืนที่อื่นได้โดยไม่ผิดพระพุทธบัญญัติ และยังได้รับอานิสงค์ก็คือ ไปไหนไม่ต้องบอกลา
ไม่ต้องถือผ้าไตรครบชุด
มีสิทธิ์รับลาภที่เกิดขึ้นได้
มีโอกาสได้อนุโมทนากฐิน ที่จะสามารถขยายเวลาของอานิสงค์ออกไปอีก 4 เดือน
ประเพณีเกี่ยวข้องกับวันออกพรรษา
ประเพณีเกี่ยวข้องกับวันออกพรรษา ที่นิยมปฏิบัติอยู่ 2 อย่าง คือ
1. ประเพณีตักบาตรเทโว หลัง วันออกพรรษา
หลังวันออกพรรษา 1 วัน คือ แรม 1 ค่ำ เดือน 11 จะมีการ "ตักบาตรเทโว" หรือชื่อเต็มตามคำพระว่า "เทโวโรหนะ" แปลว่า การหยั่งลงจากเทวโลก โดยสามารถเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "ตักบาตรดาวดึงส์" โดยอาหารที่นิยมนำไปใส่บาตรคือ ข้าวต้มมัด และ ข้าวต้มลูกโยน
ความเป็นมาของประเพณีตักบาตรเทโว มีดังนี้
สมัยพุทธกาล เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรม และเสด็จขึ้นไปโปรดพระพุทธมารดาโดยจำพรรษาอยู่ ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เป็นเวลา 1 พรรษา และเมื่อออกพรรษาแล้วพระองค์ได้เสด็จกลับยังโลกมนุษย์ ณ เมืองสังกัสสคร การที่พระพุทธองค์เสด็จลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เรียกตามศัพท์ภาษาบาลีว่า "เทโวโรหณะ" ในครั้งนั้นบรรดาพุทธศาสนิกชนผู้มีความศรัทธาเลื่อมใส เมื่อทราบข่าวต่างพร้อมใจกันไปรอตักบาตรเพื่อรับเสด็จกันอย่างเนืองแน่น จนถือเป็นประเพณีตักบาตรเทโวปฏิบัติสืบทอดกันมาจนตราบเท่าทุกวันนี้
โดยพิธีตักบาตรเทโวโรหณะในปัจจุบันนั้นจะเริ่มตั้งแต่ตอนรุ่งอรุณ หลัง วันออกพรรษา พระภิกษุสามเณรลงทำวัตรในพระอุโบสถ พอพระอาทิตย์ขึ้นก็สมมติว่า พระลงมาจากบันใดสวรรค์ บางที่ก็มีดนตรีบรรเลงเพลงไทยเดิม สมมุติว่าเป็นพวกเทวดาบรรเลง ขับกล่อมตามส่งพระพุทธเจ้า ยังมีพวกแฟนตาซีอีก แต่งเป็นพวกยักษ์ เทวดา พระอินทร์ พรหม นางเทพธิดา นำหน้าขบวนพระภิกษุสามเณร ชาวบ้านก็จะใส่บาตรด้วยอาหารหวาน อาหารคาว ข้าวต้มลูกโยน ข้าวต้มมัดจึงเป็นสัญลักษณ์ของพิธีนี้
2. ประเพณีเทศน์มหาชาติ หลัง วันออกพรรษา
งานเทศน์มหาชาติ นิยมทำกันหลัง วันออกพรรษา พ้นหน้ากฐินไปแล้ว ซึ่งกฐินจะทำกัน 1 เดือนหลังออกพรรษา ที่จะร่วมกันทอดกฐินทั้ง จุลกฐิน และ มหากฐิน โดยประเพณีงานเทศน์มหาชาติอาจทำในวันขี้น 8 ค่ำกลางเดือน 12 หรือในวันแรม 8 ค่ำ ก็ได้ เพราะในช่วงนี้น้ำเริ่มลดและข้าวปลาอาหารกำลังอุดมสมบูรณ์ จึงพร้อมใจกันทำบุญทำทานและเล่นสนุกสนานรื่นเริง แต่ในภาคอีสานนั้นนิยมทำกันในเดือน 4 เรียกว่า "งานบุญพระเวส" ซึ่งเป็นช่วงที่เสร็จจากการทำบุญลานเอาข้าวเข้ายุ้ง ในภาคกลาง บางท้องถิ่นทำกันในเดือน 5 ต่อเดือน 6 ก็มี
งานเทศน์มหาชาตินั้นจะทำในเดือนไหนก็ได้ไม่จำกัดฤดูกาล โดยมากเพื่อเป็นการหาเงินเข้าวัด บางแห่งนิยมทำในเดือน 10 โดยการเทศน์มหาชาตินั้น มีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 13 กัณฑ์ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพระเวสสันดรอันเป็นพระชาติสุดท้ายของพระบรมโพธิสัตว์ ก่อนที่จะมาประสูติเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ และออกบวชจนตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ประเพณี วันออกพรรษา ในแต่ละภาค
นอกจากนี้ในแต่ละภาคก็จะมีประเพณีที่ต่างกันไป
วันออกพรรษา ภาคกลาง
จังหวัดนครปฐม ที่พระปฐมเจดีย์ พระภิกษุสามเณรจะมารวมกันที่องค์พระปฐมเจดีย์ แล้วก็เดินลงมาจากบันไดนาคหน้าวิหารพระร่วง สมมติว่าพระเดินลงมาจากบันไดสวรรค์ชาวบ้านก็คอยใส่บาตร
จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขาสูง ณ วัดสะแกกรัง พระภิกษุก็จะเดินลงมาจากเขารับบิณฑบาตจากชาวบ้าน โดยขบวนพระภิกษุสงฆ์ที่ลงมาจากบันไดนั้นนิยมให้มีพระพุทธรูปนำหน้า ทำการสมมติว่าเป็นพระพุทธเจ้า จะใช้พระปางอุ้มบาตร ห้ามมาร ห้ามสมุทร รำพึง ถวายเนตรหรือปางลีลา ตั้งไว้บนรถหรือตั้งบนคานหาม มีที่ตั้งบาตรสำหรับอาหารบิณฑบาต
แต่สำหรับบางที่ไม่นิยมตักบาตรเทโว แต่นิยมตักบาตรตอนเช้าถวายอาหารพระภิกษุแล้วฟังเทศน์รักษาอุโบสถศีล ส่วนที่นิยมตักบาตรเทโว จะทำบุญเป็น 2 วัน คือวันออกพรรษากับวันเทโว ในวันแรม 1 ค่ำเดือน 11 ในวันออกพรรษานั้น หรือในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ก็มีการฟังเทศน์ตอนสาย ๆ และรักษาอุโบสถศีล
ส่วนทางภาคใต้ก็จะมีประเพณีชักพระหรือลากพระ ซึ่งก็คือพระพุทธรูปนั่นเอง โดยมี 2 กรณี คือ ชักพระทางบก กับ ชักพระทางน้ำ พิธีชักพระทางบก
ในจังหวัดนครศรีธรรมราช ก่อนวันชักพระ 2 วัน จะมีพิธีใส่บาตรหน้าล้อ นอกจากอาหารคาวหวานแล้ว ยังมีสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ของงาน คือ "ปัด" หรือข้าวต้มผัดน้ำกะทิห่อด้วยใบมะพร้าว บางที่ห่อด้วยใบกะพ้อ (ปาล์มชนิดหนึ่ง) ในภาคกลางเขาเรียกว่า ข้าวต้มลูกโยน ก่อนจะถึงวันออกพรรษา 1 - 2 สัปดาห์ ทางวัดจะทำเรือบก คือ เอาท่อนไม้ขนาดใหญ่ 2 ท่อนมาทำเป็นพญานาค 2 ตัว เป็นแม่เรือที่ถูกยึดไว้อย่างแข็งแรง แล้วปูกระดาน วางบุษบก บนบุษบกจะนำพระพุทธรูปยืนรอบบุษบกก็วางเครื่องดนตรีไว้บรรเลง เวลาเคลื่อนพระไปสู่บริเวณงานพอเช้าวัน 1 ค่ำ เดือน 11 ชาวบ้านจะช่วยกันชักพระ โดยถือเชือกขนาดใหญ่ 2 เส้นที่ผูกไว้กับพญานาคทั้ง 2 ตัว เมื่อถึงบริเวณงานจะมีการสมโภช และมีการเล่นกีฬาพื้นเมืองต่างๆ กลางคืนมีงานฉลองอย่างมโหฬาร อย่างการชักพระที่ปัตตานีก็จะมีชาวอิสลามร่วมด้วย
พิธีชักพระทางน้ำ
ก่อนถึงวันแรม 1 ค่ำเดือน 11 ทางวัดที่อยู่ริมน้ำ ก็จะเตรียมการต่างๆ โดยการนำเรือมา 2 - 3 ลำ มาปูด้วยไม้กระดานเพื่อตั้งบุษบก หรือพนมพระประดับประดาด้วยธงทิว ในบุษบกก็ตั้งพระพุทธรูป ในเรือบางที่ก็มีเครื่องดนตรีประโคมตลอดทางที่เรือเคลื่อนที่ไปสู่จุดกำหนด คือบริเวณงานท่าน้ำที่เป็นบริเวณงานก็จะมีเรือพระหลายๆ วัดมาร่วมงาน ปัจจุบันจะนิยมใช้เรือยนต์จูง แทนการพาย เมื่อชักพระถึงบริเวณงานทั้งหมด ทุกวัดที่มาร่วมจะมีการฉลองสมโภชพระ มีการละเล่นต่างๆ อย่างสนุกสนาน เช่น แข่งเรือปาโคลน ซัดข้าวต้ม เป็นต้น เมื่อฉลองเสร็จ ก็จะชักพระกลับวัด บางทีก็จะแย่งเรือกัน ฝ่ายใดชนะก็ยึดเรือ ฝ่ายใดแพ้ต้องเสียค่าไถ่ให้ฝ่ายชนะ จึงจะได้เรือคืน
ในเขตที่มีบ้านเรือนอยู่ในเขตแม่น้ำลำคลองก็จะมีพิธีรับพระเช่นกัน อย่างที่อำเภอบางบ่อ บางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ทางวัดจะอัญเชิญพระพุทธรูปยืนลงบุษบกในตัวเรือแล้วแห่ไปตามลำคลอง ชาวบ้านก็จะโยนดอกบัวจากฝั่งให้ตกในเรือหน้าพระพุทธรูป แล้วโยนข้าวต้ม และยังมีการแข่งขันเรือชิงรางวัลอีกด้วย หรือจะเป็นประเพณีตักบาตรพระร้อย ที่เป็นการใส่บาตรพระร้อยรูป ส่วนมากจะจัดพิธีขึ้นทางน้ำเนื่องจากแต่ก่อนบ้านเรือนจะอยู่ติดแม่น้ำลำคลอง การสัญจรไปไหนมาไหนก็จะใช้เรือ พระส่วนใหญ่จึงใช้เรือในการออกบิณฑบาต
กิจกรรมต่างๆ ที่พุทธศาสนิกชนควรปฏิบัติใน วันออกพรรษา
1. ทำบุญตักบาตรอุทิศส่วนกุศลให้แก่ญาติผู้ล่วงลับ
2. ฟังพระธรรมเทศนา รักษาศีล ถวายสังฆทาน ถวายภัตตาหาร หรือจัดดอกไม้ ธูป เทียน ไปบูชาที่วัด และฟังพระธรรมเทศนา
3. ร่วมกุศลธรรม "ตักบาตรเทโว"
4. ปัดกวาดบ้านเรือนให้สะอาด ประดับธงชาติตามอาคารบ้านเรือนและสถานที่ราชการและ ประดับธงชาติและธงธรรมจักรตามวัด และสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนา
5. ตามสถานที่ราชการ สถานที่ศึกษาและที่วัด ควรจัดให้มีนิทรรศการ การบรรยาย หรือ บรรยายธรรม เกี่ยวกับวันออกพรรษาฯลฯ เพื่อให้ความรู้แก่ประชาชนและผู้สนใจทั่วไป
6. งดการเที่ยวเตร่ ละเว้นอบายมุข รวมทั้งละเว้นการฆ่าสัตว์และบริโภคเนื้อสัตว์
โดยประโยชน์ที่เราจะได้รับจากการทำพิธี วันออกพรรษา จะมีดังต่อไปนี้
เตือนสติว่าเวลาที่ผ่านพ้นไปอีกพรรษาหนึ่งแล้วได้คร่าชีวิตมนุษย์ ให้ผู้คนนั้นดำรงค์อยู่ในความไม่ประมาทและหันมาสร้างกุศล
การทำบุญออกพรรษาจะเปิดโอกาสให้ผู้อื่นชำระความผิดของตนได้ คือหลักปวารณา ปกติคนเราคบกันนานๆ ก็จะเผย "สันดาน" ที่แท้ออกมา อาจจะไม่ดีนักแต่ตนเองไม่รู้ตัวแล้วมองไม่เห็น แต่ผู้อยู่ข้างๆ มองเห็นแต่ไม่กล้าเตือน ดังนั้นตนเองต้องปวารณาตัวให้ผู้อื่นชี้แนะได้ ความสัมพันธ์ก็จะดีขึ้นและยั่งยืน
ได้ข้อคิดที่ว่า คนเราส่วนใหญ่มักจะลำเอียงเข้าข้างตนเองเป็นฝ่ายถูก ความผิดของคนอื่นเห็นง่ายส่วนตนเองนั้นความผิดนั้นเห็นยาก นี่แหละสัญชาตญาณของคนเรา
เป็นการให้รู้ถึงการมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีในการเปิดใจซึ่งกันและกัน โดยไม่มีเล่ห์เหลี่ยมลับลมคมในใดๆ ต่อในการคบหาหรืออยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข
ดังนั้นใครที่อยากจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง วันออกพรรษา จึงน่าจะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม สำหรับการย้อนมองดูตัวเองว่าได้ทำสิ่งใดผิดพลาดไว้บ้างหรือเปล่า เพื่อที่จะได้ปรับปรุงและไม่ทำผิดซ้ำในเรื่องเดิมอีก

วันลอยกระทง



ใกล้ถึงเทศกาลวันลอยกระทงแล้ว … เชื่อว่าหลายคนคงเตรียมตัวควงหวานใจ หรือพาครอบครัวไปลอยกระทงร่วมกันที่ใดที่หนึ่งแล้ว อ๊ะ ๆ ... แต่ก่อนที่จะไปลอยกระทงกันนั้น เรามาทำความรู้จักประเพณีลอยกระทงให้ถ่องแท้กันก่อนดีกว่าค่ะ จะได้เข้าใจถึงจุดมุ่งหมายของประเพณีอย่างแท้จริง กำหนดวันลอยกระทง วันลอยกระทงของทุกปีจะตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ตามปฏิทินจันทรคติไทย หรือถ้าเป็นปฏิทินจันทรคติล้านนาจะตรงกับเดือนยี่ และหากเป็นปฏิทินสุริยคติจะราวเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเดือน 12 นี้เป็นช่วงต้นฤดูหนาว อากาศจึงเย็นสบาย และอยู่ในช่วงฤดูน้ำหลาก มีน้ำขี้นเต็มฝั่ง ทำให้เห็นสายน้ำอย่างชัดเจน อีกทั้งวันขึ้น 15 ค่ำ เป็นวันที่พระจันทร์เต็มดวง ทำให้สามารถเห็นแม่น้ำที่มีแสงจันทร์ส่องกระทบลงมา เป็นภาพที่ดูงดงามเหมาะแก่การชมเป็นอย่างยิ่ง

ประวัติความเป็นมาของวันลอยกระทง

ลอยกระทง

ประเพณีลอยกระทงนั้น ไม่มีหลักฐานระบุแน่ชัดว่าเริ่มตั้งแต่เมื่อใด แต่เชื่อว่าประเพณีนี้ได้สืบต่อกันมายาวนานตั้งแต่สมัยสุโขทัย โดยในรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหง เรียกประเพณีลอยกระทงนี้ว่า "พิธีจองเปรียญ" หรือ "การลอยพระประทีป" และมีหลักฐานจากศิลาจารึกหลักที่ 1 กล่าวถึงงานเผาเทียนเล่นไฟว่าเป็นงานรื่นเริงที่ใหญ่ที่สุดของกรุงสุโขทัย ทำให้เชื่อกันว่างานดังกล่าวน่าจะเป็นงานลอยกระทงอย่างแน่นอน ในสมัยก่อนนั้นพิธีลอยกระทงจะเป็นการลอยโคม โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้ทรงสันนิษฐานว่า พิธีลอยกระทงเป็นพิธีของพราหมณ์ จัดขึ้นเพื่อบูชาเทพเจ้า 3 องค์ คือ พระอิศวร พระนารายณ์ และพระพรหม ต่อมาได้นำพระพุทธศาสนาเข้าไปเกี่ยวข้อง จึงให้มีการชักโคม เพื่อบูชาพระบรมสารีริกธาตุ และลอยโคมเพื่อบูชารอยพระบาทของพระพุทธเจ้า ก่อนที่นางนพมาศ หรือ ท้าวศรีจุฬาลักษณ์ สนมเอกของพระร่วงจะคิดค้นประดิษฐ์กระทงดอกบัวขึ้นเป็นคนแรกแทนการลอยโคม ดังปรากฎในหนังสือนางนพมาศที่ว่า "ครั้นวันเพ็ญเดือน 12 ข้าน้อยได้กระทำโคมลอย คิดตกแต่งให้งามประหลาดกว่าโคมสนมกำนัลทั้งปวงจึงเลือกผกาเกษรสีต่าง ๆ มาประดับเป็นรูปกระมุทกลีบบานรับแสงจันทร์ใหญ่ประมาณเท่ากงระแทะ ล้วนแต่พรรณดอกไม้ซ้อนสีสลับให้ป็นลวดลาย..." เมื่อสมเด็จพระร่วงเจ้าได้เสด็จฯ ทางชลมารค ทอดพระเนตรกระทงของนางนพมาศก็ทรงพอพระราชหฤทัย จึงโปรดให้ถือเป็นเยี่ยงอย่าง และให้จัดประเพณีลอยกระทงขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยให้ใช้กระทงดอกบัวแทนโคมลอย ดังพระราชดำรัสที่ว่า "ตั้งแต่นี้สืบไปเบื้องหน้า โดยลำดับกษัตริย์ในสยามประเทศถึงกาลกำหนดนักขัตตฤกษ์วันเพ็ญเดือน 12 ให้ทำโคมลอยเป็นรูปดอกบัว อุทิศสักการบูชาพระพุทธบาทนัมมทานทีตราบเท่ากัลปาวสาน" พิธีลอยกระทงจึงเปลี่ยนรูปแบบตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ลอยกระทง

ประเพณีลอยกระทงสืบต่อกันเรื่อยมา จนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น สมัยรัชกาลที่ 1 ถึง รัชกาลที่ 3 พระบรมวงศานุวงศ์ตลอดจนขุนนางนิยมประดิษฐ์กระทงใหญ่เพื่อประกวดประชันกัน ซึ่งต้องใช้แรงคนและเงินจำนวนมาก พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ทรงเห็นว่าเป็นการสิ้นเปลือง จึงโปรดให้ยกเลิกการประดิษฐ์กระทงใหญ่แข่งขัน และโปรดให้พระบรมวงศานุวงศ์ทำเรือลอยประทีปถวายองค์ละลำแทนกระทงใหญ่ และเรียกชื่อว่า "เรือลอยประทีป" ต่อมาในรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 ได้ทรงฟื้นฟูพระราชพิธีนี้ขึ้นมาอีกครั้ง ปัจจุบันการลอยพระประทีปของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงกระทำเป็นการส่วนพระองค์ตามพระราชอัธยาศัย

เหตุผลและความเชื่อของการลอยกระทง

สาเหตุที่มีประเพณีลอยกระทงขึ้นนั้น เกิดจากความเชื่อหลาย ๆ ประการของแต่ละท้องที่ ได้แก่

1.เพื่อแสดงความสำนึกถึงบุญคุณของแม่น้ำที่ให้เราได้อาศัยน้ำกิน น้ำใช้ ตลอดจนเป็นการขอขมาต่อพระแม่คงคา ที่ได้ทิ้งสิ่งปฏิกูลต่าง ๆ ลงไปในน้ำ อันเป็นสาเหตุให้แหล่งน้ำไม่สะอาด

2.เพื่อเป็นการสักการะรอยพระพุทธบาทนัมมทานที เมื่อคราวที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปแสดงธรรมโปรดในนาคพิภพ และได้ทรงประทับรอยพระบาทไว้บนหาดทรายแม่น้ำนัมมทานที ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหนึ่งอยู่ในแคว้นทักขิณาบถของประเทศอินเดีย ปัจจุบันเรียกว่าแม่น้ำเนรพุทท

3.เพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์ เพราะการลอยกระทงเปรียบเหมือนการลอยความทุกข์ ความโศกเศร้า โรคภัยไข้เจ็บ และสิ่งไม่ดีต่าง ๆ ให้ลอยตามแม่น้ำไปกับกระทง คล้ายกับพิธีลอยบาปของพราหมณ์

4.เพื่อเป็นการบูชาพระอุปคุต ที่ชาวไทยภาคเหนือให้ความเคารพ ซึ่งบำเพ็ญเพียรบริกรรมคาถาอยู่ในท้องทะเลลึกหรือสะดือทะเล โดยมีตำนานเล่าว่าพระอุปคุตเป็นพระมหาเถระรูปหนึ่งที่มีอิทธิฤทธิ์มาก สามารถปราบพญามารได้

5.เพื่อรักษาขนบธรรมเนียมของไทยไว้มิให้สูญหายไปตามกาลเวลา และยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวให้เกิดขึ้นทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ

6.เพื่อความบันเทิงเริงใจ เนื่องจากการลอยกระทงเป็นการนัดพบปะสังสรรค์กันในหมู่ผู้ไปร่วมงาน

7.เพื่อส่งเสริมงานฝีมือและความคิดสร้างสรรค์ เพราะเมื่อมีเทศกาลลอยกระทง มักจะมีการประกวดกระทงแข่งกัน ทำให้ผู้เข้าร่วมได้เกิดความคิดแปลกใหม่ และยังรักษาภูมิปัญหาพื้นบ้านไว้อีกด้วย

ประเพณีลอยกระทงในแต่ละภาค

ยี่เป็ง

ภาคเหนือ (ตอนบน) จะเรียกประเพณีลอยกระทงว่า "ยี่เป็ง" อันหมายถึงการทำบุญในวันเพ็ญเดือนยี่ (เดือนยี่ถ้านับตามล้านนาจะตรงกับเดือนสิบสองในแบบไทย) โดยชาวเหนือจะนิยมประดิษฐ์โคมลอย หรือที่เรียกว่า "ว่าวฮม" หรือ "ว่าวควัน" โดยการใช้ผ้าบางๆ แล้วสุมควันข้างใต้ ให้โคมลอยขึ้นไปในอากาศ เพื่อเป็นการบูชาพระอุปคุตต์ ซึ่งเชื่อกันว่าท่านบำเพ็ญบริกรรมคาถาอยู่ในท้องทะเลลึก หรือสะดือทะเล ตรงกับคติของชาวพม่า

ลอยกระทงสาย

จังหวัดตาก จะประดิษฐ์กระทงขนาดเล็ก แล้วปล่อยลอยไปพร้อม ๆ กัน เพื่อให้เรียงรายเป็นสาย เรียกว่า "กระทงสาย"

ลอยกระทง

จังหวัดสุโขทัย เป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่มีชื่อเสียงในเรื่องประเพณีลอยกระทง ด้วยความเป็นจังหวัดต้นกำเนิดของประเพณีนี้ โดยการจัดงาน ลอยกระทงเผาเทียนเล่นไฟ ที่จังหวัดสุโขทัยถูกฟื้นฟูกลับมาอีกครั้งหนึ่งในปี พ.ศ.2520 ซึ่งจำลองบรรยากาศงานมาจากงานลอยกระทงสมัยกรุงสุโขทัย และหลังจากนั้นก็มีการจัดงานลอยกระทงเผาเทียนเล่นไฟขึ้นที่จังหวัดสุโขทัยทุก ๆ ปี มีทั้งการจัดขบวนแห่โคมชักโคมแขวน การเล่นพลุตะไล และไฟพะเนียง

ไหลเรือไฟ

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ งานลอยกระทงจะเรียกว่า เทศกาลไหลเรือไฟ โดยจัดเป็นประเพณียิ่งใหญ่ทุกปีในจังหวัดนครพนม มีการนำหยวกกล้วย หรือวัสดุต่าง ๆ มาตกแต่งเรือ และประดับไฟอย่างสวยงาม และตอนกลางคืนจะมีการจุดไฟปล่อยกระทงให้ไหลไปตามลำน้ำโขง